ก่อสร้างไทย ‘บุกบาห์เรน’

สยามโยธา

ภาพประกอบบทความ ก่อสร้างไทย 'บุกบาห์เรน'

ก่อสร้างไทย ‘บุกบาห์เรน’

แหล่งข่าวระดับสูงในวงการก่อสร้างเปิดเผยว่าผลประชุมล่าสุดระหว่าง 4 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างประกอบด้วยสมาคม อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสถาปนิกสยามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย และสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย ถึงการเตรียมความพร้อมในการไปประมูลงานออกแบบและก่อสร้างที่อยู่อาศัย 10,000 ยูนิตที่ประเทศบาห์เรนว่าที่ประชุมได้เห็นชอบที่จะให้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน)เป็นแกนนำในการประมูลงานในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่ามีความพร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นฐานะการเงิน ความน่าเชื่อถือเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกทั้งยังมี ประสบการณ์ที่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน เป็นต้น

“อิตาเลียนไทยมีความพร้อมทุกด้าน มีความเป็นอินเตอร์จึงจะทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการนำทีมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปดูลู่ทางกันก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดใด ๆ เพียงแต่ทางประธานผู้แทนการค้าไทย คุณเกียรติ สิทธีอมร ได้เชิญชวนให้ไปประมูลงานสร้างที่อยู่อาศัยที่บาห์เรน ประมาณ 10,000 ยูนิตเท่านั้น มูลค่าหลังละ 5 ล้านบาทหรือรวมมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งต้องประมูลแข่งขันกับประเทศอื่นด้วย”

ด้านนายศุภชัย รักพานิชมณี อุปนายกฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่าจากการหารือกันของ 4 สมาคมได้แนวทางที่จะทำงานร่วมกันในลักษณะ เทิร์นคีย์โปรเจ็กต์ และแต่ละสมาคมก็ได้เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประชุม ซึ่งผลสรุปจะใช้บริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นตัวยืนเป็นหัวหน้าทีมในการดำเนินการเพราะ 80-90%ของมูลค่าโครงการคืองบประมาณในการก่อสร้าง ส่วนที่เหลือเป็นงานด้านออกแบบ และอื่นๆ

“อีกทั้งผลการประชุมผู้เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังได้มีมติให้มีการรวมกลุ่มผู้ประกอบการไทยตั้งเป็นทีมใช้ชื่อว่าทีม AEC THAILAND หรือ อะคิเทค เอ็นจิเนีย คอนสตรัคชัน ซึ่งหมายถึงสถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมา ที่มาร่วมกลุ่มเป็นทีมเพื่อเดินทางไปประมูลงานในต่างประเทศ อย่างเป็นรูปธรรม

เนื่องจากหลังจากที่ผู้แทนการค้าไทยได้มีหนังสือเชิญชวนมายังภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องแล้วทั้งสมาคมสถาปนิก วิศวกรที่ปรึกษาต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากจึงคิดว่าการรวมตัวเป็นทีมและไปในนามของชื่อแบรนด์ไทยแลนด์ น่าจะเหมาะสมและเกิดความคล่องตัวในการทำงานมากกว่าซึ่งจะสามารถทำงานประสานกับคณะทำงานอีกชุดหนึ่งที่มีกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐบาลและเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน และตัวแทนจากภาคเอกชนร่วมเป็นคณะทำงาน”

ทั้งนี้นอกเหนือจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่บาห์เรนแล้วยังมีงานในลักษณะดังกล่าวที่ลิเบีย และศรีลังกาอีกด้วย โดยศรีลังกาต้องการบูรณะประเทศใหม่หลังเลิกรบกัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาต้องการให้นำเงินไปลงทุนด้วย โดยรัฐบาลศรีลังกา จะผ่อนชำระคืนให้ในภายหลัง อาจจะเป็นในรูปของบาร์เตอร์เทรด ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน

แต่อย่างไรก็ดีถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป้าหมายเริ่มมีความชัดเจนขึ้นในการที่ภาครัฐบาลให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรับเหมาไทย ในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ส่วนจะประสบผลสำเร็จแค่ไหนนั้นต้องดูกันต่อไป

ด้านนายทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มีบริษัทสถาปนิกรายใหญ่-เล็กร่วม 40 รายแสดงความสนใจ ซึ่งในทางปฏิบัติจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 7 คนเพื่อเตรียมความพร้อม ในการดำเนินการเมื่อได้งานแล้วขั้นตอนต่อไปจะมีการจดทะเบียนจัดตั้งในรูปของบริษัทร่วมค้า

นอกจากนี้ยังต้องศึกษารูปแบบรายละเอียดต่างๆ อย่างรอบคอบ เพราะหลายบริษัทมีประสบการณ์จากการรับงานในต่างประเทศมาแล้ว เพื่อนำมาปรับปรุงให้รัดกุมไม่ให้เกิดปัญหาและไม่เสียเปรียบเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกฎระเบียบ กฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ ข้อสัญญาที่ต้องรอบคอบและศึกษารายละเอียดเป็นอย่างดีไม่ให้เกิดปัญหา เหมือนโครงการสร้างศูนย์กีฬา เอเชี่ยนเกมส์ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์เมื่อหลายปีก่อนเพราะไปในรูปองค์กร ทำให้มีปัญหาการเก็บเงิน

“เรามีบทเรียนแล้ว ครั้งนี้ไม่น่าเป็นปัญหา อีกทั้งทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าบาห์เรนเป็นประเทศที่ดีที่สุดในตะวันออกกลาง เพราะมีทัศนคติที่ดีต่อคนไทย และมองว่าถ้าได้งานนี้มาคิดค่าธรรมเนียมออกแบบ 5% ก็เท่ากับพันกว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นวงเงินที่สูงมาก จึงทำให้สถาปนิกให้ความสนใจกันมากและเบื้องต้นต้องส่งทีมงานไปบาห์เรนเพื่อสำรวจรายละเอียดก่อนเพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน” นายทวีจิตร กล่าวและว่า

นอกจากนี้ยังต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนภาคเอกชนที่ไปรับงานในต่างประเทศเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านที่เขาทำกัน เพื่อให้เกิดการแข่งขันในเวทีระดับสากลได้ ทั้งเงินช่วยเหลือ จากสถาบันการเงินในรูปแบบการคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 0.05% รัฐบาลเข้ามาค้ำประกันเงินกู้เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ หรืออย่างกรณีประเทศมาเลเซีย ได้ให้การสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประมูลงานโดยรัฐออกให้ก่อนถ้าได้งานจะคืนให้ ถ้าไม่ได้ก็จ่ายคนละครึ่ง หรือการจัดงานเรื่องงานธุรการ ฝั่งของคู่สัญญา ต้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ ด้านการจดทะเบียน ข้อกฏหมายในลักษณะ จีทูจีหรือรัฐบาลต่อรัฐบาล เป็นต้น

ด้านนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่าประเทศบาห์เรนมีงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยอยู่ 4.5 หมื่นยูนิต มูลค่ายูนิตละ 5 ล้านบาท แต่ไทยคงทำได้ประมาณ 1 หมื่นยูนิต ซึ่งปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้จะพาผู้ประกอบการภาคเอกชนเดินทางไปสำรวจรายละเอียด ซึ่งถ้าหากสนใจก็สามารถแจ้งความจำนงมาได้ หลังจากที่ได้มีหนังสือเชิญชวนผ่านไปทางองค์กรต่าง ๆ อาทิ สมาคมสถาปนิก วิศวกร ก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์ ไปแล้ว

“นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ ที่สนใจจะให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยไปลงทุนเช่น หอการค้าสวีเดน ต้องการสร้างที่อยู่อาศัย50,000 ยูนิต ลิเบีย ต้องการสร้างบ้าน 1แสนยูนิต รวมทั้งไนจีเรีย ที่จะให้ไปพัฒนาที่ดินด้วย”

ก่อนหน้านั้นยังมีการเซ็นเอ็มโอยูกับ 3 สถาบันการเงินเพื่อเตรียมให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการไปแล้วได้แก่ ธนาคารเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) และธนาคารนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทยหรือเอ็กซิมแบงก์

ที่มา นสพ.ฐานเศรษฐกิจ 19/02/2553

Leave a Reply